KETO คืออะไร?
- Nov 11, 2023
- 1 min read
Updated: Oct 26, 2024

คีโตเจนิค ไดเอท (Ketogenic diet) คือ แนวทางการทานอาหารที่เน้นการทานไขมันชนิดดีเพิ่มขึ้นเป็นหลัก โดยมีสัดส่วนของคาร์โบไฮเดตที่น้อยลงและโปรตีนในปริมาณปานกลาง เพื่อให้ร่างกายเกิดกระบวนการเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไปเป็นไขมันแทน การทานอาหารคีโตทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินลดต่ำลง จนร่างกายสามารถเผาผลาญไขมันที่สะสมในร่างกายได้ ส่งผลดีต่อผู้ป่วยบางโรคเช่นเบาหวาน และผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักให้ได้ในระยะเวลาอันสั้น แนวทางการกินอาหารแบบคีโต จึงถือเป็นรูปแบบหนึ่งของการกินอาหารให้เป็นยาเพื่อหวังผลในการลดน้ำหนักและการรักษาโรคให้ได้อย่างมีประสิทธิผล ในทางการแพทย์ คีโตเจนิค ไดเอท มีประวัติยาวนานมากว่าหนึ่งร้อยปี โดยเป็นวิธีที่ใช้รักษาผู้ป่วยโรคลมชัก ก่อนที่จะค้นพบยากันชัก ในปัจจุบันยังใช้ได้ผลในผู้ป่วยที่ดื้อต่อยากันชักทุกขนาน

การลดน้ำหนักแบบคีโตเจนนิคนั้น เป็นการทานคาร์บที่น้อยมากๆ และทานไขมันในปริมาณที่เยอะมากๆ ซึ่งเราจะต้องลดหรืองดการทานคาร์โบไฮเดรตที่มาจากน้ำตาลและแป้งที่เคยทานในชีวิตประจำวันและทานไขมันแทน เมื่อลดปริมาณการทานคาร์บร่างกายของเราก็จะเข้าสู่กระบวนการเผาผลาญที่เรียกว่า “Ketosis”
เมื่อทานอาหารคีโต ร่างกายจะมีการปรับเปลี่ยนระบบการทำงานเพื่อใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักแทนคาร์โบไฮเดรต ซึ่งจะเกิดกระบวนการหลักๆ ดังนี้:
1. การเข้าสู่สภาวะคีโตซิส (Ketosis)
เมื่อคาร์โบไฮเดรตถูกลดลง ร่างกายจะเริ่มขาดกลูโคส ทำให้เกิดการสลายไขมันในร่างกายเพื่อผลิต "คีโตน" (Ketones) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานใหม่
คีโตนจะถูกผลิตจากตับและสามารถใช้เป็นพลังงานสำหรับสมองและอวัยวะอื่นๆ
2. การเปลี่ยนแปลงการเผาผลาญ
ร่างกายจะลดการเผาผลาญกลูโคสและเพิ่มการเผาผลาญไขมัน
ระดับอินซูลินจะลดลง ซึ่งช่วยให้ร่างกายสามารถเข้าถึงไขมันที่เก็บสะสมได้ง่ายขึ้น
3. การเพิ่มพลังงาน
คีโตนสามารถให้พลังงานที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งบางคนอาจรู้สึกมีพลังงานมากขึ้นเมื่อร่างกายปรับตัวได้
4. การควบคุมความหิว
การทานไขมันสูงและโปรตีนปานกลางช่วยให้รู้สึกอิ่มนาน ทำให้มีการควบคุมความหิวได้ดีขึ้น
5. การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมน
การลดคาร์โบไฮเดรตจะส่งผลต่อฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ เช่น อินซูลินและเกรลิน ซึ่งอาจส่งผลต่อการควบคุมความหิวและการเก็บไขมัน
6. การปรับตัวของสมอง
สมองจะเริ่มใช้คีโตนเป็นพลังงานแทนกลูโคส ซึ่งอาจทำให้มีสมาธิและความชัดเจนทางความคิดเพิ่มขึ้น
การทำงานของร่างกายในช่วงคีโตเป็นกระบวนการที่ต้องใช้เวลาในการปรับตัว แต่เมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว มักจะมีประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างมากค่ะ
การเริ่มทานคีโต (Ketogenic Diet)
1. ศึกษาเกี่ยวกับคีโต: ทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลักการของการทานคีโต ซึ่งเน้นการบริโภคไขมันสูง โปรตีนปานกลาง และคาร์โบไฮเดรตต่ำ
2. วางแผนมื้ออาหาร: กำหนดเมนูอาหารในแต่ละวัน โดยเลือกอาหารที่มีไขมันดี เช่น อะโวคาโด, น้ำมันมะกอก, ถั่ว, และเนื้อสัตว์ที่ไม่มีน้ำตาล
3. ลดคาร์โบไฮเดรต: งดการบริโภคอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ข้าว, ขนมปัง, น้ำตาล และผลไม้บางชนิด ทานผลตระกูลเบอรี่
4. เพิ่มการบริโภคไขมัน: เลือกไขมันที่ดี เช่น น้ำมันมะพร้าว, เนย, และชีส เพื่อเพิ่มปริมาณไขมันในมื้ออาหาร
5. ดื่มน้ำมากๆ: รักษาระดับน้ำในร่างกายให้เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น เนื่องจากร่างกายอาจสูญเสียน้ำมากขึ้น
6. ติดตามความก้าวหน้า: บันทึกอาหารที่ทาน และสังเกตการเปลี่ยนแปลงในร่างกาย เช่น น้ำหนัก และระดับพลังงาน รวมถึงสัดส่วนร่างกายเพราะบางครั้งน้ำหนักอาจจะนิ่ง แต่สัดส่วนลดและกระชับขึ้น
7. ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากมีข้อสงสัยหรือสุขภาพที่ต้องการคำแนะนำ ควรปรึกษาแพทย์หรือนักโภชนาการ ผู้ที่มีโรคประจำตัวควรปรึกษาแพทย์ประจำก่อนเริ่มทานคีโต
ลองเริ่มจากการปรับเปลี่ยนอาหารในแต่ละวันตามนี้ดูนะคะ
แหล่งอ้างอิง




Comments